|
อาหารยอดเยี่ยม 5 ชนิดสำหรับสุขภาพ
น้ำมันมะกอก คุณประโยชน์ : น้ำมันกอกมีกรดไขมันชนิดที่เป็นประโยชน์กับร่างกายสูง นอกจากจะเป็นไขมัน ชั้นดีแล้ว ยังมีฤทธิ์เป็นสารแอนติออกซิแดนท์ ที่เป็นตัวควบคุมระดับคอเลสเทอรอลที่ไม่ดีในเลือด และเพิ่มระดับคอเลสเทอรอลที่ดี (เอชดีแอล) จึงช่วยป้องกันโรคหัวใจ ที่สำคัญในน้ำมันมะกอกยัง ประกอบด้วยวิตามินเอและอี ที่เป็นสารแอนติออกซิแดนท์ ที่ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซล และ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง
ถั่วเหลือง คุณประโยชน์ : สารไอโซฟลาโวนส์ (isoflavones) ในถั่วเหลืองมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโทรเจน มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งที่ขึ้นกับระดับฮอร์โมน (มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก) และภาวะ กระดูกพรุน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ งานวิจัยหลายๆ ชิ้นชี้แนะว่า ถั่วเหลืองมีผลดีต่อสุขภาพของหัวใจ
โยเกิร์ต คุณประโยชน์ : โยเกิร์ตมีจุลินทรีย์ที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยในการย่อยน้ำตาลในนม เช่น แลคโตบาซิลัส แอซิโดฟิลัส เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง เพิ่มภูมิต้านทาน ลดความดัน เสริมสร้าง สุขภาพในลำไส้และช่องคลอด และอาจมีผลช่วยป้องกันมะเร็งและช่วยลดน้ำหนักได้
ถั่วเลนทิล คุณประโยชน์ : อาหารสุดยอดนี้ให้โปรตีนและไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ ซึ่งช่วยลดคอเลสเทอรอล ลงได้ และยังให้ธาตุเหล็กมากกว่าพืชตระกูลถั่วอื่นๆ ถึง 2 เท่า และถั่วเลนทิลยังมีวิตามินบีและ โฟเลตสูงอีกด้วย ซึ่งโฟเลตมีความสำคัญต่อหญิงวัยเจริญพันธุ์
กิมจิ คุณประโยชน์ : กิมจิ นอกจากกินอร่อยแล้วยังมีสารอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมาก อาทิ อุดม ด้วยเส้นใยอาหาร เต็มไปด้วยวิตามินเอ ซี บี และมีแคลอรีต่ำ แต่คุณประโยชน์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือ มีแบคทีเรียชนิดแลคโตแบซิไลที่ให้ประโยชน์ในการช่วยย่อยอาหาร
ล้างหน้าอย่างไรให้ผิวสวย
จำนวนครั้งในการล้างหน้า ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็นก็เพียงพอค่ะ การล้างหน้าบ่อยๆ จะทำให้เกิดสิว แต่ถ้าเรา ทำงานที่ต้องพบกับมลภาวะ ฝุ่น ควัน หรืองานทีทำให้มีเหงื่อมาก ก็สามารถเพิ่มการล้างหน้าได้อีกค่ะ
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ล้างหน้า ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวหน้าของเรา ถ้าเราไม่ได้เป็นคนแต่งหน้าจัด ก็ใช้แค่เจล หรือโฟมล้างออกก็เพียงพอ แต่ถ้าเราแต่งหน้าจัด ควรใช้ Cleansing Cream เช็ดทำความสะอาด เครื่องสำอางออกให้หมดเสียก่อน แล้วใช้เจลหรือน้ำเปล่าล้างหน้าอีกครั้ง
วิธีการล้างหน้า ไม่ควรให้เจลหรือโฟมสัมผัสกับผิวหน้าโดยตรง ควรผสมน้ำเล็กน้อยลงบนฝ่ามือก่อน แล้วค่อย นวดลงบนใบหน้า ส่วนการถูใบหน้าควรลูบไล้อย่างเบามือให้ทั่วใบหน้า ไม่ควรถูแรงๆ เพราะ อาจทำให้ผิวถลอกได้
หลังการล้างหน้า ควรใช้ครีมกันแดดเพื่อปกป้องรังสี UV ไม่ให้ใบหน้าหมองคล้ำ และจะต้องไม่ลืมที่จะทา Moisturizer เพื่อเคลือบผิวหน้าไว้ เพื่อไม่ให้ความชุ่มชื้นสูญเสีย
วิธีการระงับกลิ่นกาย
1. ทำความสะอาดร่างกายอย่างถูกต้อง เริ่มด้วยการอาบน้ำ ฟอกสบู่ทุกครั้งที่มีเหงื่อออกมาก รักแร้ เป็นจุดอับที่มักส่งกลิ่นรุนแรงเสมอ การถูด้วยสารส้มเป็นวิธีพื้นบ้านที่ได้ผลดี การใช้โรลออนถู รักแร้ภายหลังอาบน้ำเป็นอีกวิธีที่นิยมในการขจัดกลิ่น แต่มีข้อเสียคือ ทำให้รักแร้มีสีดำคล้ำ ถ้า เป็นเช่นนี้ควรหลีกเลี่ยง และเปลี่ยนมาใช้น้ำหอมพรมบนเสื้อแทน
2. งดอาหารที่มีกลิ่นแรง ตั้งแต่เครื่องเทศชนิดต่างๆ กระเทียม กะปิ ทุเรียน ปลาเค็ม สะตอ ควรรับประทานอาหารที่มีกลิ่นบางเบา หรือไร้กลิ่น
3. กลบกลิ่นเหม็น โดยใส่น้ำหอมตามร่างกาย ควรเลือกน้ำหอมที่หอมถูกใจและติดทนนาน หรือพกน้ำหอมติดตัวไปด้วย การใส่น้ำหอมบ่อยๆ จะเป็นการช่วยขจัดกลิ่นตัวได้เป็นอย่างดี
4. อยู่ในสถานที่อากาศไม่ร้อนอบอ้าว อากาศถ่ายเทดี ห้องแอร์ยิ่งดีมาก เพราะจะไม่มีเหงื่อออก ไม่มีไขมันออกมาจากต่อมไขมัน ก็จะไม่มีการก่อกลิ่นตัวให้เป็นที่รำคาญของคนรอบข้าง
3 วิธีการกำจัดขนแบบง่ายๆ ที่คุณสามารถปฏิบัติเองได้
การโกนด้วยมีดโกน - หลายคนเชื่อว่าถ้าโกนขนยิ่งจะทำให้ขนขึ้นมาก ดกดำ และแข็งกว่าเดิม ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด ทั้งนี้เพราะเส้นขนที่เพิ่งขึ้นใหม่เวลาลูบจะสากมือทำให้เข้าใจว่าขนเส้นโตขึ้น - ข้อเสียของวิธีนี้คือ ต้องโกนซ้ำบ่อยๆ และถ้าใช้ใบมีดที่ไม่คมจะทำให้ผิวระคายเคืองได้
การฟอกสีขนให้จางลง - วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายและเสียค่าใช้จ่ายไม่แพง เหมาะสำหรับขนที่อยู่เหนือริมฝีปาก และข้างแก้ม ข้อดีคือไม่เจ็บไม่มีอันตราย แต่ก็ยังมีขนเหลืออยู่ เพียงแต่สีจางลงเท่านั้น - น้ำยาฟอกสีมีขายตามร้านขายยาและห้ามสรรพสินค้าทั่วไป
การกำจัดขนด้วยขี้ผึ้ง - เป็นการกระตุกดึงเส้นขนออกทั้งราก ตำแหน่งที่ถูกกำจัดด้วยขี้ผึ้งจะค่อยๆ มีเส้นขนขึ้นใหม่ ราว 3สัปดาห์ - วิธีนี้มีข้อเสียคือค่อนข้างเจ็บ เหมาะสำหรับผู้ที่มีเส้นขนค่อนข้างยาวและมองเห็นชัดเจน เมื่อจะ มีเส้นขนใหม่งอกออกมา บางเส้นอาจไม่งอกตามรูขุมขนเดิมทำให้เกิดเป็นตุ่มหนองอักเสบจาก การเกิดตุ่มขนคุด - หากจะทำว้ำด้วยวิธีนี้ก็ต้องรอให้ขนใหม่งอกขึ้นมายาวพอควรจึงจะถอนได้ และหลังถอนขนด้วย ขี้ผึ้งไม่ควรออกถูกแดดเป็นเวลา 2-3 วัน เพราะอาจทำให้ผิวด่างดำได้
ครีมหน้าขาว (Whitening Cream)
โดยทั่วไปสารซึ่งทำให้ ผิวขาว ขึ้นได้แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ
1.กลุ่มที่ทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของเม็ดสี ตามธรรมชาติ เซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) อยู่ใน ชั้นล่างสุด ของ หนังกำพร้า เมื่อได้รับการกระตุ้นจาก ฮอร์โมน หรือ รังสียูวี จากแสงแดด จะทำให้ เซลล์สร้างเม็ดสี เหล่านี้สร้าง เม็ดสี (Melanin) เพิ่มขึ้น ผิวจึงดู คล้ำ ลงโดยอาศัย เอนไซม์ ที่เรียกว่า ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ภายในเซลล์เอง ไปเปลี่ยนโปรตีน ไทโรซิน (Tyrosine) ในเซลล์ ร่วมกับ การเกิด ปฏิกิริยา ออกซิเดชั่น (Oxidation) ได้เป็น เม็ดสี ขึ้น และ เม็ดสี ที่สร้างขึ้นนี่เองจะค่อยๆ เคลื่อนตัวขยับขึ้นไปชั้นบน
2. กลุ่มที่ทำหน้าที่กระตุ้นการหลุดลอกของเซลล์ผิวชั้นนอก มีคุณสมบัติช่วยลอกเซลล์เก่าซึ่งตายแล้ว ออกไปผิวจึงดูขาวขึ้นได้ สมัยก่อนอาจใช้โยเกิร์ต สตรอเบอรี่ฝาก นำมาพอกหน้า แล้ว ทำให้ผิวขาว ใส ขึ้น แท้จริงแล้วในสิ่งเหล่านี้มี กรดผลไม้ ซึ่งออกฤทธิ์ ผลัดเซลล์ผิวเก่าๆ ให้หลุดออกไปนั่นเอง เรียกรวมๆ ว่า AHA ( Alpha Hydroxy Acids ) AHA สามารถชั้นย่อยๆ ตามแหล่งที่มาอีกด้วย เช่น ไวน์ หรือองุ่น ให้ กรดทาร์ทาริก (Tartaric) นมเปรี้ยว มะเขือเทศ ให้ กรดแลคติก (Lactic) แอ๊ปเปิ้ล ให้ กรดมาลิก (Malic) ส้ม มะนาว ผลไม้รสเปรี้ยวให้ กรดซิตริก (Citric) อ้อยให้ กรดไกลโคลิก (Glycolic) ซึ่ง แหล่งที่ให้กรดที่ออกฤทธิ์ต่อ ผิว ดีที่สุด ได้จาก อ้อย
รู้จักกับสารที่ทำให้ผิวขาว
- กรดโคจิก (Kojic Acid) สร้างจากเชื้อราชนิดหนึ่ง ซึ่งพบตามธรรมชาติ ชอบเจริญเติบโตใน ธัญพืชเช่น ถั่ว แป้ง ในเต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว หรือ เหล้าสาเก ล้วนมีกรดโคจิกผสมอยู่ ผลการวิเคราะห์ ในห้องทดลอง พบว่า กรดโคจิก ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ เอนไซม์ไทโรซิเนส ในเซลล์สร้าง เม็ดสีนั่นเอง
- อาร์บูติน ( Arbutin ) และ สารธรรมชาติสกัดจากชะเอมเทศ ( Bearberry ) ออกฤทธิ์ยับยั้งการ ทำงานของ เอนไซม์ ไทโรซิเนส ใน เซลล์สร้างเม็ดสี เช่นเดียวกับ กรดโคจิก แต่พบอาการ แพ้ ได้น้อยกว่า
- วิตามินซี ( L-ascorbic Acid) มีฤทธิ์เป็นทั้ง แอนติออกซิแดนท์ และยังมีส่วนยับยั้งการทำงาน ของ เอนไซม์ ไทโรซิเนส ทำให้สร้าง เม็ดสีได้น้อยลง หลังใช้ ผิว จึงดู ขาวใส ขึ้นได้ มีให้เลือกหลาย รูปแบบ ทั้งชนิด ครีม โลชั่นทาผิว โฟม หรือ เป็นผง เขย่าผสมกับ ตัวทำละลายก่อนใช้ หากสนใจ เลือกใช้ วิตามินซี ขอแนะนำว่าควรใช้เป็นชนิดผงจะดีกว่า เพราะอยู่ในรูปกรดวิตามินซี ซึ่งเป็น รูปแบบทางเคมี ที่สามารถออกฤทธิ์กับผิวได้ทันที จึงดีกว่าชนิดครีม โลชั่น หรือ โฟม ซึ่งมักเป็น เกลือวิตามินซี (VC-PMG) โดยทำให้ผิวขาวได้ดีกว่าถึง 20 เปอร์เซ็นต์
- วิตามินบี 3 (Niacin) ออกฤทธิ์ยับยั้งการเคลื่อนตัวของเม็ดสีที่ถูกสร้างขึ้นแล้วไปยังผิวชั้นบน จึงทำให้มองเห็นรอยดำได้ไม่ชัดเจน
|